เตรียมลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Apple, Tesla,หรือ Google ได้ง่าย ๆ ผ่านกองทุน กับแอป Fin​Vest 

อ่านหัวข้อแล้วหมิ่นเหม่เหมือนจะเป็นการลงทุนแชร์ลูกโซ่ขายฝัน แต่นี่เป็นบริการใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือ ธ.กสิกร, โรโบเวลธ์, และลู โกลบอล ที่จะทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยแอป FinVest ที่คัดสรรกองทุนที่น่าสนใจมาให้เราเลือกได้ง่ายๆ พร้อมกรองหาได้ว่าตัวไหนมีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ชอบ บริษัทที่ใช่ และเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 1,000 บาท เท่านั้น

FinVest คืออะไร

FinVest คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการลงทุน หรือจะบอกว่าเป็นแอปบนสมาร์ทโฟนของเรา ทั้ง Android และ iOS ก็ไม่ผิดนัก ก่อตั้งโดยความร่วมมือของ 3 บริษัท ได้แก่

  1. ธนาคารกสิกรไทย ผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งในไทย
  2. ลู อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทลูแฟ๊กซ์โฮลดิ้ง ในเครือ ผิงอันกรุ๊ป กลุ่มบริษัทสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในจีน ซึ่งมีทีมงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก
  3. บลน. โรโบเวลธ์ จำกัด บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Wealth Tech

ให้บริการด้านการซื้อขายกองทุนรวม โดยกองทุนรวมนี้จะเป็นการที่เราเอาเงินไปฝากให้เหล่ามืออาชีพในบลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) ดูแลเงินของเราแทนตัวเราเองที่อาจจะไม่มีเวลาและความเชี่ยวชาญนัก ซึ่งเค้าจะเอาไปลงทุนด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือตราสารหนี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

เหตุผลที่คนไม่กล้าลงทุน > มีความเสี่ยง, ยุ่งยาก, เสียเวลาเยอะ, สำหรับคนรวยเท่านั้น

แม้จะรู้ว่าบลจ.ต่างๆนี้ จะมีเหล่ามืออาชีพคอยดูแลอยู่ แต่หลายคนก็จะยังไม่วางใจที่จะเอาทรัพย์สินไปให้เค้าบริหารจัดการนัก โดยกลัวในเรื่องของความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจนทำให้เงินของเค้าร่อยหรอลงไป ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไร  หรือแม้ว่าเค้าจะก้าวข้ามความกังวลในเรื่องความเสี่ยงได้ และอยากจะลองเริ่มลงทุน การที่ต้องมานั่งศึกษารวบรวมข้อมูลว่า – เราควรจะต้องเอาเงินเราไปลงทุนในกองทุนไหน ของบลจ.ใด มีใครเป็นผู้จัดการกองทุน ตรวจสอบจากสถานะการเงิน ลักษณะการลงทุน ความเสี่ยงของกองทุน ผลตอบแทนที่ได้ตลอดระยะเวลาเปิดกองมา และอื่น ๆ –  ซึ่งแน่นอนว่าจะเสียเวลาเยอะ และปวดหัวสำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้เรื่องการลงทุนมาก่อน จนอาจทำให้เลิกสนใจในการลงทุนกันไปเลย

FinVest มาช่วยแก้ปัญหาที่ทำให้หลายคนยังไม่กล้าลงทุน

FinVest ช่วยตอบโจทย์ปัญหานี้ด้วยการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ กองทุนรวมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ทั้ง  Onshore (ในประเทศ) และ Offshore (นอกประเทศ) เพิ่มความหลากหลายและโอกาสการลงทุนให้มากขึ้น จากเดิมการไปซื้อหุ้น หรือกองทุน ที่ลงทุนในบริษัทต่างประเทศโดยตรงเป็นไปได้ยาก หรือหากทำได้มูลค่าการลงทุนต่อครั้งก็จะสูง แต่ด้วยแอป FinVest นี้ จะ “ติดปีกการลงทุน” ทำให้เราลงทุนได้แบบไม่มีพรมแดน ไปได้แม้ในกองทุนต่างประเทศ* ซึ่งถูกคัดสรรมาจากทีมงานของ FinVest ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มานำเสนอให้เราทั้งบทวิเคราะห์และประเมินมาเป็นค่าตัวเลขเพื่อการพิจารณาได้ง่าย และที่โดดเด่นกว่าบริการอื่นในตลาด คือ มีฟิลเตอร์ให้เลือกได้ว่าอยากจะลงทุนในอุตสาหกรรมไหน เช่น การแพทย์ เทคโนโลยี หรือ โครงสร้างพื้นฐาน ก็สามารถกดดูได้ทันที ปรับแต่งการลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อผลตอบแทนที่ต้องการ และที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น คือ สามารถเปิดใช้บริการได้ง่าย ๆ ผ่าน K PLUS* ไม่ต้องเตรียมเอกสาร หรือไปธนาคารให้เสียเวลา ทำทุกอย่างได้เสร็จสรรพผ่านแอปได้เลย และเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 1,000 บาท เท่านั้น

*เตรียมเปิดให้บริการต้นปี 2564

ฟีเจอร์เด่นของ FinVest ที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มการลงทุนอื่น

FinVest อาจจะไม่ใช่แอปแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือเหล่านักลงทุน แต่เป็นแอปที่เพียบพร้อมที่สุดตัวนึงของตลาด ที่จะมาช่วยติดปีกให้คนที่อยากจะลงทุน สามารถเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น สะดวกกว่า และเข้าใจการลงทุนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดย FinVest จะประกอบไปด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก ดังนี้

แนะนำกองทุน Featured Funds 

ฟีเจอร์หน้าแนะนำกองทุนที่น่าสนใจในหน้าแรก

หมดปัญหากับการต้องศึกษากองทุนมากมายแสนซับซ้อนเพราะ Finvest ได้ทำการรวบรวมกองทุนที่น่าสนใจ และดูมีศักยภาพที่สุดมาให้นักลงทุนได้เลือกสรรกัน โดยทีมลงทุนของ Finvest จะมีการประชุมทุก ๆ 2 สัปดาห์เพื่อเลือกกองทุนที่ดีที่สุดมาให้นักลงทุนได้เลือกซื้อตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เทรนด์ตลาดที่คิดว่ามีแนวโน้มที่จะโตมากที่สุด ไปจนถึงเลือกเทรนด์การลงทุนที่เหมาะกับทุก ๆ ความต้องการของนักลงทุน

คอนเท้นต์ข้อมูล และบทวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ

หน้าคอนเท้นต์เชิงวิเคราะห์เพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ความรู้ และข้อมูลน่าจะเป็นหนึ่งใน Painpoint หลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยไม่กล้าเริ่มลงทุน เกิดมาจากความซับซ้อนและข้อมูลมากมายที่อาจส่งผลต่อการผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ จะตามข่าวการลงทุนก็ยากไปหมด แต่ Finvest เข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยหน้าคอนเทนต์จากทีมกองทุนของ Finvest ที่ได้รวมข้อมูลเชิงวิเคราะห์ และสาระน่าสนใจเกี่ยวกับวงการลงทุนมารวมให้ในที่เดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสละเวลาเพียงบทความละ 2-3 นาที เพื่ออ่านข้อมูลเหล่านี้เพื่อประกอบกับการตัดสินใจลงทุนได้ อีกทั้งตัวคอนเท้นต์ยังมีการแนะนำกองทุนที่น่าสนใจอ้างอิงจากทีมการลงทุนในบทวิเคราะห์อีกด้วยมีประโยชน์มาก ๆ 

ระบบหน้า Filter และการจัดอันดับกองทุน ง่ายต่อการอ่าน

ฟีเจอร์กรองประเภทกองทุนเพื่อความสะดวกในการหา

อีกปัญหาของนักลงทุนที่เจอในแอปต่างๆ จะเป็นเรื่องของ User-interface ที่ดูแล้วซับซ้อน ใช้งานยาก ทั้งกราฟกับตัวเลข เขียว แดง เต็มไปหมด แต่ Finvest ได้ทำการดีไซน์หน้า UX/UI ให้ง่ายต่อการอ่าน/ใช้งาน มาพร้อมระบบตัวกรองกองทุนทำให้สามารถจำแนกประเภทของกองทุนได้ตาม ประเภทสินทรัพย์ หรือประเทศของบริษัทที่ต้องการลงทุน เช่นผู้ลงทุนต้องการที่จะซื้อกองทุนเกี่ยวกับสายเทคโนโลยี หรือทองคำก็สามารถเลือกได้ในหน้าตัวกรองนั่นเองครับ 

ลงทุนในบริษัท Tech ชั้นนำของโลก ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

เชื่อว่าหลาย ๆ ครั้งที่ทุกคนตามข่าวสาย Tech ก็น่าจะมีโมเม้นต์ที่เจอข่าวบริษัทที่ตัวเองชื่นชอบมีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นแล้วรู้สึกอยากลงทุนกับแบรนด์พวกนี้กันใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็เตรียมทุบกระปุกหมูกันได้เลยเพราะใน Finvest ก็มีกองทุนสาย Tech มากมายที่รวมเอาบริษัทสายเทคโนโลยีระดับ World-Class รวมมาไว้ในกองทุนเดียว แถมยังจำแนกประเภทอุตสาหกรรมอย่างชัดเจนให้เรา ๆ สามารถเลือกลงทุนกันได้สบาย ๆ เลย โดยหลังจากที่เราได้ไปส่องกองทุนสาย Tech ที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มเติบโตสูง ๆ มาก็พบว่าถ้าเลือกตัวดี ๆ ถูกต้อง ก็จะได้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 55.59% ต่อปี ถ้าปีที่แล้วลงทุนไป 100,000 บาท ปีนี้เราจะได้กำไรมากกว่า 55,000 บาทเลยทีเดียว

ฟีเจอร์ Filter ทำให้เราสามารถหากองทุนสาย Tech ได้ในทันที

หน้า Funds Fact Sheet ของกองทุนสายเทคโนโลยีที่มีการถือหุ้นบริษัทสาย Tech มากมาย

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมแบบนี้ คือความเสี่ยงที่น้อยกว่าการลงในหุ้นเดี่ยว ๆ จัดการดูแลด้วยตัวคนเดียวมาก ยกตัวอย่าง เช่น หากเรามีการถือหุ้น Tesla เอาไว้ และบริษัทเจอข่าวในเชิงลบจนมูลค่าตกฮวบฮาบ ราคากองทุนที่เราลงไว้ก็จะลดลงไม่มาก เพราะสัดส่วนของหุ้น Tesla ที่กองทุนซื้อไว้อาจมีน้อย หรือหุ้นส่วนอื่นมีราคาดีขึ้นหักล้างกันไปได้

กองทุนรวมด้านเทคโนโลยีที่เราลองกรองและค้นหาดู จะมี KFHTECH-A ที่น่าสนใจ โดยจะนำเงินในกองทุนไปลงใน 5 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เป็นหลัก ได้แก่ Microsoft, Apple, Amazon, Tencent และ Alphabet ซึ่งรายละเอียดส่วนที่ว่ากองทุนนั้นๆ เอาเงินไปลงที่ไหนอย่างไรบ้างนี้ เราสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ใน Funds Fact Sheet โดยข้อมูลจะถูกอัปเดตให้ผู้ลงทุนได้เห็นกันทุก ๆ 3-4 เดือน หรือเลือกลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้เองนะครับ กองทุนเหล่านี้จะมีการผสมผสานเงินทุนไปลงยังแหล่งต่างๆ หุ้นของหลายบริษัท แต่จะจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่ระบุเอาไว้ เพื่อกระจายความเสี่ยงให้ไม่สูงเกินไปนั่นเอง

สมัครง่ายไม่ต้องไปธนาคาร ใช้แค่บัตรประชาชน

7 ขั้นตอนการสมัคร Finvest 

อ่านมาจนถึงตรงนี้ คิดว่าน่าจะเริ่มสนใจและอยากลองกันบ้างแล้ว แต่เพื่อน ๆ อาจจะคิดว่าต้องใช้เวลา และเอกสารมากมายในการเปิดพอร์ตลงทุน แต่ Finvest สามารถสมัคร และเริ่มลงทุนโดยใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น แถมใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเป็นหลักฐานยืนยันตัวตน สามารถสมัคร และทำเรื่องทุกอย่างได้จบในมือถือไม่ต้องเดินทางไปไหนเลยครับ

สามารถไปดาวน์โหลดมาลองใช้งานกันได้แล้วทั้งใน Google Play Store และ iOS App Store และ Huawei App Gallery

และขอยก Quote ที่น่าสนใจซึ่งเราได้ยินมาจากในงานเปิดตัว FinVest มาฝากกัน

“จริงอยู่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลย เสี่ยงยิ่งกว่า”

เพราะนั่นจะทำให้คุณขาดประสบการณ์และความรู้ที่จำเป็นต่อชีวิตด้านนี้ไปนั่นเอง ขอให้มีความสุขและได้กำไรจากการลงทุนกันทุกคนครับ 😁