ผู้ก่อตั้ง Huawei ยืนยันไม่เคยเกลียดชังรัฐบาลสหรัฐ ฯ พร้อมกับกล่าวไม่สนเรื่องโทษแบนสงครามการค้าอีกต่อไปแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีข่าวช็อควงการสมาร์ทโฟนที่รัฐบาลสหรัฐ ฯ ประกาศใส่ชื่อ Huawei เข้าไปไว้ในบัญชีดำ (Entity List) มีผลบังคับให้พวกเขาไม่สามารถทำธุรกิจใดๆ กับบริษัทในประเทศสัญชาติสหรัฐ ฯ ได้  เรียกได้ว่าการออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ส่งผลกระทบไปถึงค่ายมือถือเพื่อนบ้านของ Huawei ไปตามๆ กัน เพราะเกรงว่าจะโดนหางเลขด้วย ทว่าสุดท้ายก็รอดตัว ไม่โดนเอี่ยวไปด้วย อย่างไรก็ดีล่าสุด ผู้ก่อตั้ง Huawei ออกมายืนยันเองว่าพวกเขาไม่สนโทษแบนนี้อีกต่อไปแล้ว

มร. เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Huawei บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก ออกมาประกาศกร้าวว่า ณ ตอนนี้ พวกเขาเลิกสนใจการโจมตีต่อเนื่องของรัฐบาลสหรัฐ ฯ ไปนานแล้ว พร้อมกับเปรยอีกว่า หากรัฐบาลสหรัฐ ฯ มีความประสงค์ที่จะใส่ชื่อพวกเขาอยู่ในบัญชีดำ (Entity List) ห้ามค้าขายกับบริษัทสัญชาติสหรัฐ ฯ ต่อไปตลอดก็เชิญ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยังไงซะ พวกเขาก็อยู่กันได้

โดย มร. เหริน ได้คาดการณ์ว่า Huawei อาจต้องสูญเสียรายได้รวมกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี การประเมินของเขากลับผิดอย่างโดยสิ้นเชิง เพราะจากการเปิดเผยรายได้ของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรก เขากลับพบว่า Huawei นั้น มีอัตราเติบโตสูงขึ้นถึงกว่า 24% เลยทีเดียว

หรือจริงๆ แล้วสหรัฐ ฯ เองต่างหากที่เป็นฝ่ายเสียประโยชน์จากสงครามการค้าครั้งนี้?

แม้ว่า Huawei นั้นจะถูกใส่ชื่อเข้าไปไว้ในบัญชีดำ ห้ามทำการติดต่อค้าขายธุรกิจใดๆ กับบริษัทสัญชาติสหรัฐ ฯ ทั้งสิ้น แต่ตัวเลขทางการตลาดต่างๆ กลับแสดงให้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย สวนทางกับการคาดการณ์ต่างๆ ของนักวิเคราะห์ (รวมถึงตัวมร. เหรินเอง) ว่า Huawei ยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอที เจอเข้าไปแบบนี้ อาจมีสิทธิ์ล้มตึงก็เป็นได้

ทว่าเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มร. แอนดี้ เพอร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของหัวเว่ย เทคโนโลยี่ สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยว่า Huawei ได้ซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทสัญชาติสหรัฐ ฯ ในปี 2018 รวมเป็นเงินมูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากๆ ซึ่งผลกระทบของโทษแบนครั้งนี้ ทำให้ Huawei ไม่สามารถติดต่อค้าขายธุรกิจกับบริษัทสัญชาติสหรัฐ ฯ ได้ คาดว่ารัฐบาลสหรัฐ ฯ น่าจะต้องขาดทุนเม็ดเงินเป็นจำนวนมหาศาล

อ่านเพิ่มเติม: ทำไม Google ถึงมองว่าการแบน Huawei อาจส่งผลเสียต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา มากกว่าเดิม

Huawei ย้ำ ไม่เคยคิดแค้นหรือเกลียดอะไรรัฐบาลสหรัฐ ฯ

นอกจากนี้ มร. เหริน ยังกล่าวย้ำอีกว่า ตัวเขาเอง และบริษัท Huawei ไม่เคยเกลียดชังอะไรกับรัฐบาลสหรัฐ ฯ เลย ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังหาทางออกในเรื่องของสงครามการค้า (Trade War) ไม่ได้ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น Huawei ยังพร้อมอ้าแขนยินดีที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยประเทศต่างๆ พัฒนาเทคโนโลยีด้านดิจิตอลต่อไป ยึดถือหลัก “ความร่วมมือที่เปิดกว้างเพื่อความสำเร็จร่วมกัน” โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตัวเขาเองได้ประกาศขายเทคโนโลยี 5G ของบริษัท รวมไปถึงองค์ความรู้และสิขสิทธิ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้แก่บริษัทสัญชาติสหรัฐ ฯ ทว่าตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เดือนธันวาคม ก็ยังไม่มีบริษัทไหนติดต่อกลับเข้ามา

Huawei ไม่เคยสอดแนมและส่งข้อมูลส่วนตัวลูกค้าให้รัฐบาลจีน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มร. เหริน เจิ้งเฟย ก็ยืนกรานเสียงแข็งต่อข้อกล่าวหาที่ว่า Huawei ได้แอบส่งข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ากลับให้แก่รัฐบาลจีน หากมีการร้องขอ ว่าทั้งหมดไม่มีมวลของความเป็นจริงเลย ทั้งตัวเขาและพนักงานกว่า 200,000 คนทั่วโลก ต่างไม่เคยคิดที่จะกระทำอะไรแบบนั้นแม้แต่ครั้งเดียว พร้อมกับยืนยันว่า บริษัทมีมาตรการที่เข้มงวดต่อการทำผิดกฎระเบียบของพนักงาน ซึ่งหากมีใครสักคนทำความผิด พนักงานคนดังกล่าวก็จะได้รับบทลงโทษอย่างรุนแรง โดย มร. เหริน ให้คำชี้แจงต่อข้อกล่าวหากรณีสอดแนมว่า เป็นเพียงการโจมตีทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐ ฯ เท่านั้น ที่หวังจะดิสเครดิตชื่อเสียงของ Huawei

โดยในปัจจุบัน Huawei ถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่นำโด่งในฐานะผู้ให้บริการโซลูชั่น 5G ที่ครบวงจรและทันสมัยมากที่สุด และได้คว้าสัญญา 5G ไปแล้วกว่า 50 ฉบับทั่วโลก และในปี 5 ปีข้างหน้า บริษัทก็เตรียมวางแผนที่จะทุ่มงบประมาณลงทุนถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เพื่อก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและ R&D ทั่วโลกต่อไป

ที่มา: อีเมลประชาสัมพันธ์ Huawei