ครบทุกเรื่องแล้วกับหนัง Ghibli หาดูยาก! ล็อตสุดท้ายบน Netflix

ล็อตสุดท้ายอีก 7 เรื่องของสตูดิโอจิบลิที่ปล่อยสตรีมมิงให้ดูกันแล้วในเดือนเมษายน ก่อนหน้านี้ What The Fact เคยนำเสนอหนังจิบลิทั้ง 2 ล็อตก่อนหน้าในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ในโอกาสที่นี่จะเป็นล็อตสุดท้ายปิดจบครบถ้วนทุกเรื่องที่สตูดิโออันดับ 1 เรื่องแอนิเมชันของญี่ปุ่นนำหนังการ์ตูนคลาสสิกขึ้นหิ้งมาให้ได้ชมกันถึงบ้าน เราก็จะขอย้อนกลับไปเล่าถึงประวัติของสตูดิโอแห่งนี้เมื่อ 48 ปีก่อน รวมถึงไปทำความรู้จักกับ “ฮายาโอะ มิยาซากิ” ผู้ก่อตั้งและผู้กำกับมือหนึ่งผู้เป็นหัวใจของจิบลิด้วย (หากใครต้องการอ่านรายชื่อหนังแนะนำก็ข้ามไปที่ด้านล่างได้เลย)

ฮายาโอะ มิยาซากิ รับรางวัลเกียรติยศจากเวทีออสการ์ เมื่อปี 2014

ฮายาโอะ มิยาซากิ รับรางวัลเกียรติยศจากเวทีออสการ์ เมื่อปี 2014

จุดเริ่มต้นของสตูดิโอนั้นคือตอนที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ ได้พบกับแอนิเมเตอร์รุ่นพี่อย่าง อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ตอนทำงานที่สตูดิโอผลิตแอนิเมชันชื่อ โตเอ (Toei Doga) ในปี 1963 ในเวลานั้นสตูดิโอได้เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการผลิตการ์ตูนขนาดสั้นออกฉายทางโทรทัศน์มากกว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ต้นทุนและเวลาผลิตมากกว่า พวกเขาอดทนรอเวลากว่า 20 ปี จนได้สร้าง Nausicaa of the Valley of the Wind (1984) และประสบความสำเร็จจึงได้ตัดสินใจก่อตั้งสตูดิโอ Ghibli หรืออ่านว่า “จิ-บุ-ริ” ในภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่า “ลมร้อนที่พัดผ่านพื้นทะเลทรายซาฮารา” เป็นคำศัพท์ที่นักบินอิตาเลียนเอาไว้ใช้เรียกเครื่องบินสอดแนมของตัวเองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งฮายาโอะตั้งชื่อนี้เพราะหลงใหลในเครื่องยินเป็นการส่วนตัว (และถูกนำเสนอในหนังเรื่อง Wind Rises (2014) ด้วย)

อิซาโอะ ทาคาฮาตะ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในปี 2018 ในวัย 82 ปี

อิซาโอะ ทาคาฮาตะ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในปี 2018 ในวัย 82 ปี

ฮายาโอะ มิยาซากิ โทชิโอะ ซูซูกิ ผู้บริหารสูงสุดของ Ghibli ในปัจจุบัน ในงานศพของอิซาโอะ ทาคาฮาตะ_2

ฮายาโอะ มิยาซากิ และโทชิโอะ ซูซูกิ ผู้บริหารสูงสุด Ghibli ในปัจจุบัน ที่งานศพของอิซาโอะ ทาคาฮาตะ

ออฟฟิศของสตูดิโอ Ghibli ตั้งขึ้นในพื้นที่เช่าเพียง 1 ชั้นในเขตคิจิโคติ ชานเมืองโตเกียว ปี 1985 ทีมงานทั้ง 70 คนยังมีสถานะเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราว (พร้อมจะเลิกจ้างได้ทุกเมื่อ) เพื่อสร้างหนัง Lupita: Castle in the Sky (1986) ที่ต่อมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สตูดิโอจึงอาจหาญสร้างหนังเรื่องต่อไปพร้อมกันถึงสองเรื่องคือ My Neighbor Totoro (1988) และ Grave of the Firefiles (1988) ที่ฮายาโอะและอิซาโอะแยกกันกำกับตามลำดับ ซึ่งกับ My Neighbor Totoro ก็มีความเสี่ยงเพราะเนื้อหาของหนังขายยาก ท้ายที่สุดหนังทั้ง 2 เรื่องจึงถูกเสนอขายให้กับโรงหนังแบบแพ็กคู่ ปราฏว่าหนังประสบความล้มเหลวทางรายได้ แต่โด่งดังมากบนเวทีรางวัล และถูกยกย่องจากเวทีประกวดหลายแห่ง ส่วนเจ้า Totoro ก็มีบริษัทผลิตของเล่นมาซื้อสิทธิ์ไปผลิตออกขาย และได้รับความนิยมสูงในเวลาต่อมา

ความสำเร็จของสตูดิโอเริ่มเห็นผลชัดเจนเมื่อ Kiki’ Delivery (1989), Only Yesterday (1991), Porco Rosso (1992) และ Pom Poko (1994) ทำสถิติเป็นหนังญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุดของแต่ละปีที่หนังเข้าฉาย เอาชนะหนังฮอลลีวูดได้ทั้งหมด นอกจากน้้น Pom Poko (1994) ยังเป็นภาพยนตร์ตัวแทนประเทศญี่ปุ่นของ ส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ในปี 1995 อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เข้ารอบถึง 5 เรื่องสุดท้าย ส่วนภาพยนตร์ที่ทำให้ Ghibli คว้ารางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมในปี 2002 ก็คือ Spirited Away (2001)

Pom Poko: ปงโปโกะ ทานูกิป่วนโลก (1994)

Pom Poko

Pom Poko (1994)

เรื่องราวเริ่มต้นที่ภูเขาทามะ ภูเขาเล็ก ๆ ลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว ที่แห่งนี้เป็นเขตอาศัยของเหล่าทานูกิมาช้านาน แต่ภูเขาแห่งนี้ที่เป็นแหล่งพักพิงอันอุดมสมบูรณ์แห่งสุดท้ายของพวกมันกำลังจะถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์ โครงการพัฒนาเมืองแห่งใหม่บริเวณภูเขาทามะเริ่มต้นขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและปริมาณประชากรในเมือโตเกียวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืองที่สร้างเสร็จจะถูกตั้งชื่อว่า Tama New Town เมื่อเป็นดังนี้ เหล่าทานูกิจึงพร้อมใจกันออกมาต่อต้านโดยมี “กอนตะ” และ โชคิจิ” สองทานูกิหนุ่มหัวก้าวหน้าเป็นผู้นำฝูง แผนการแรกของพวกเขาก็คือการฟื้นฟูศิลปะการแปลงร่างซึ่งถูกหลงลืมไป เพื่อออกไปแปลงร่างหลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัวและหนีออกไปจากภูเขาทามะ ส่วนแผนการที่สองคือ การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เพื่อให้รู้เท่าทัน จากการดูโทรทัศน์ต่าง ๆ ที่มนุษย์ผลิตขึ้น

Pom Poko (1994)

Pom Poko (1994)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Heisei Tanuki Gessen Ponpoko เป็นผลงานกำกับและเขียนบทโดย อิซาโอะ ทาคาฮาตะ แฝงแง่คิดเรื่องการพยายามต่อสู้เพื่อรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์จากน้ำมือมนุษย์ จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการนำนิยายมาดัดแปลง แต่เป็นความคิดแรกเริ่มของฮายาโอะ โดยมีการออกแบบเจ้าตัวทานูกิให้มีความแตกต่างกัน 3 คือ ทานูกิที่หน้าตาเหมือนจริง ทานูกิที่หน้าตาค้ลายมนุษย์ ยืนสองขาสวมเสื้อผ้า พูดคุยกันด้วยภาษามนุษย์ และสุดท้ายทานูกิที่เน้นการวาดด้วยลายเส้นที่เรียบง่าย ตอนที่เข้าฉาย Pom Poko กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นในปีนั้น และได้รับเลือกเป็นตัวแทนเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่ไม่ได้เข้าไปถึงรอบ 5 เรื่องสุดท้าย

Whisper of the Heart: วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู (1995)

Whisper of the Heart

Whisper of the Heart (1995)

“ชิสึคุ” เด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมต้นธรรมดา ๆ คนหนึ่ง อาศัยอยู่กับครอบครัว ด้วยนิสัยรักการอ่านและความช่างสังเกตทำให้เธอได้รู้จักกับเด็กหนุ่มชื่อว่า “เซจิ” โดยบังเอิญ ทุกครั้งที่ชิสึคุหยิบหนังสือจากห้องสมุดกลับไปอ่านจะต้องมีชื่อของเซจิเขียนอยู่บนบัตรยืมหนังสือก่อนเธอทุกครั้งไป วันหนึ่งเธอได้พบกับแมวแปลกหน้าสีขาวตัวหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ชิสึคุตัดสินใจเดินตามแมวตัวนั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง และที่ร้านแห่งนี้เอง ชิสึคุได้พบกับตุ๊กตาแมวที่ชื่อ “บารอน” และ “นิชิ” เธอจึงได้ออกเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการและได้รู้จักกับเซจิ เด็กหนุ่มที่เธอเฝ้ามองมาตลอดอีกด้วย จนกระทั่งเซจิบอกกับเธอว่า เขาตัดสินใจเดินทางไปอิตาลีเพื่อไปฝึกฝนการเป็นช่างทำไวโอลินมืออาชีพ ซึ่งนั่นหมายความว่า ความสัมพันธ์ที่กำลังไปได้ดีของพวกเขาทั้งคู่อาจจะต้องจบลง

Whisper of the Heart

Whisper of the Heart (1995)

ภาพยนตร์ที่มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Mimi wo Sumaseba ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันของ อาโออิ ฮิอิรากิ โดยมี โยชิฟุมิ คอนโดะ เป็นผู้กำกับ ส่วนฮายาโอะทำหน้าที่เขียนบทและเป็นโปรดิวเซอร์ โยชิฟุมิเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจมากคนหนึ่งของฮายาโอะ ก่อนหน้าจำกำกับเรื่องนี้เขาทำหน้าที่ Animation Supervisor และออกแบบตัวละครหนังของ Ghibli มาแล้วมากมาย ในทีแรกฮายาโอะตั้งใจจะส่งมอบไม้ต่อการดูแลสตูดิโอแห่งนี้ให้โยชิฟุมิหลังจากเขาวางแผนเกษียณ แต่กลายเป็นฝั่งโยชิฟุมิที่ด่วนจากไปเสียงกันด้วยวัย 47 ปี เมื่อปี 1998 หรือ 3 ปีให้หลังหนังเรื่องนี้ออกฉาย เพลง Theme ของเรื่องอย่าง “Kantori roodo” (Country Road) ดัดแปลงมาจากเพลังดังอย่าง “Take Me Home, Country Roads” เพลงแนวคันทรีของ John Denver อีกด้วย

Howl’s Moving Castle: ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ (2004)

Howl's Moving Castle

Howl’s Moving Castle

“โซฟี” สาวน้อยวัย 18 มีอาชีพเป็นนักทำหมวก วันหนึ่งโซฟีเดินทางไปหาน้องสาว ระหว่างทางเธอเกือบถูกทหารลวนลามและได้รับความช่วยเหลือจาก “ฮาวล์” พ่อมดหนุ่มเจ้าเสน่ห์ โซฟีไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์วันนั้นจะสร้างปัญหาให้กับเธอในอนาคต ในคืนนั้นเองเธอก็ถูก “แม่มดแห่งทุ่งร้าง” ซึ่งเป็นแม่มดที่แอบชอบฮาวล์อยู่ สาปให้เธออยู่ในร่างหญิงชรา และทำให้โซฟีไม่สามารถเล่าเรื่องที่โดยสาปให้คนอื่นได้รู้ โซฟีจัดสินใจหนีไป ระหว่างทางเธอได้พบกับหุ่นไล่กาที่พูดไม่ได้ หุ่นไล่กาพาเธอเดินทางไปยังปราสาทเดินได้ของฮาวล์ โซฟีได้เจอกับฮาวล์แต่เขาจำไม่ได้ว่าเป็นเธอ และโซฟีก็ได้พบกับ “คาลซิเฟอร์” แหล่งพลังที่ทำให้ปราสาทเดินได้ คาลซิเฟอร์ยื่นข้อเสนอว่าจะถอนคำสาปให้กับเธอ ถ้าเธอสามารถถอนเวทมนตร์ที่ฮาวล์สะกดคาลซิเฟอร์ไว้ในปราสาทได้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

Howl's Moving Castle

Howl’s Moving Castle (2004)

หลังจากทิ้งงานกำกับไปหลายปี ฮายาโอะ มิยาซากิ กลับมากำกับหนังเรื่องนี้เป็นผลงานลำดับที่ 8 ของเขา นั่นเป็นตอนที่ Spirited Away ไปคว้ารางวัลออสการ์มาแล้ว และคนในวงการหนังทั้งโลกได้รู้จักและตั้งตารอผลงานชิ้นต่อไปของสตูดิโอแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย หนังที่มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Haura no Ugoku Shiro สร้างมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันนี้ของ Diana Wynne Jones แต่ฮายาโอะก็ได้ดัดแปลงเนื้อหาของหนังให้ต่างจากฉบับหนังสือไปพอสมควร ซึ่ง Jones ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร แถมยังชื่นชมว่าดัดแปลงได้ดี หนังที่ฮายาโอะตั้งใจสอดแทรกแนวคิดเรื่องการต่อต้านสงครามและความรุนแรงผ่านพฤติกรรมของพ่อมดฮาวล์ (ฮายาโอะให้สัมภาษณ์ว่า เขาเริ่มงานสร้างหนังเรื่องนี้ตอนสหรัฐฯ ประกาศสงครามกับประเทศปอิรักซึ่งทำให้เขาหดหู่มาก) ไปไกลถึงการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมในปี 2005

Ponyo on the Cliff by the Sea: โปเนียว ธิดาสมุทรผจญภัย (2008)

Ponyo on the Cliff by the Sea

Ponyo on the Cliff by the Sea (2008)

ณ โลกใต้ท้องทะเลลึก นอกจากจะเป็นที่อาศัยของสัตว์ทะเลมากมายแล้วก็ยังเป็นที่อาศัยของพ่อมดแห่งท้องทะเล “ฟูจิโมโตะ” ด้วย เขามีลูกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “โปเนียว” ซึ่งสิ่งที่โปเนียวแตกต่างจากคนอื่นนั้น คือการมีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีลำตัวคล้ายปลาทองสีชมพู มีใบหน้าเป็นคน และสามารถพูดภาษาคนได้ วันหนึ่งโปเนียวหนีออกไปเที่ยวนอกบ้านและบังเอิญหลุดเข้าไปติดอยู่ในขวดแก้วและลอยขึ้นฝั่งไปยังโลกเบื้องบน เหตุการณ์นั้นทำให้เธอได้พบกับ “โซซึเกะ” เด็กชายวัย 5 ขวบเป็นครั้งแรก โซซึเกะช่วยโปเนียวออกจากขวดแก้วได้แต่ทำให้เขาต้องบาดเจ็บ โปเนียวตกหลุมรักเขาจนอยากกลายร่างเป็นมนุษย์ ฟูจิโมโตะรู้เข้าจึงใช้เวทมนตร์เข้าขัดขวางแต่ก็เวทมนตร์นั้นไม่มีอำนาจเพียงพอจะกักขังโปเนียวเอาไว้ การหนีออกจากบ้านอีกครั้งของโปเนียวก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิเข้าท่วมเมืองเล็ก ๆ ที่โซซึเกะอาศัยอยู่จนทั้งเมืองจมสู่ใต้น้ำ

Ponyo on the Cliff by the Sea

Ponyo on the Cliff by the Sea (2008)

หลังจากเสียชื่อเสียงไปพอสมควรกับ Tales from Earthsea (2006) ที่ให้ลูกชายคนโตมากำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิเลยหวนกลับมานั่งกำกับ Gake no ue no Ponyo เรื่องนี้เอง คำว่า Ponyo เป็นคำที่เขาคิดขึ้นมาเองเพื่อใช้แทนเสียงเรียกของการสัมผัสสิ่งที่อ่อนนุ่ม นั่นคือ “โปเนียว” เจ้าหญิงปลาทองนั่นเอง หนังเรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างสูง เว็บไซต์ Rotten Tomatoes ให้คะแนนไว้สูงถึง 92% และทำรายได้สุดสัปดาห์เปิดตัว 3 วันแรกในสหรัฐฯ ไปสูงถึง 3.5 ล้านเหรียญฯ ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่ภาพยนตร์แอนิเมชันของญี่ปุ่นจะทำได้ แสดงให้เห็นว่า ฐานแฟนหนังของ Ghibli ในสหรัฐฯ ได้เกิดขึ้นแล้ว

From Up on Poppy Hill: ป๊อปปี้ ฮิลล์ ร่ำร้องขอปาฏิหาริย์ (2011)

From Up on Poppy Hill (2011)

From Up on Poppy Hill (2011)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1964 ตอนที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังรีบเร่งพัฒนาเมืองเพื่อให้พร้อมรับการเป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน “อูมิ” เด็กสาววัย 16 ปี อาศัยอยู่บนบ้านพักบนเนินเขาของท่าเรือโยโกฮามา ทุกเช้าเธอจะต้องชักธงขึ้นสู่ยอดเสาเปรียบดังการส่งคำอธิษฐานถึงพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วจากการเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี อูมิได้พบกับ “ชุน” ชายหนุ่มรุ่นพี่ซึ่งอยู่โรงเรียนเดียวกัน ชุนเป็นสมาชิกของชมรมวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์ ผู้มีความมุ่งมุ่นอย่างแรงกล้าที่จะรักษาตึกละตินควอเตอร์ อาคารสถาปัตยกรรมแบบยุโรปเก่าแก่ที่กำลังจะถูกทุบทิ้งเอาไว้ให้ได้ ตึกแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่ของหลายชมรมที่ล้วนแต่อยากรักษาตึกแห่งนี้ไว้ การบูรณะตึกคืบหน้าไปพร้อมกับความสัมพันธ์ของอูมิและชุน แต่แล้วพวกเขาก็ได้พบความจริงว่า ทั้งคู่อาจเป็นพี่น้องพ่อเดียวกันแต่คนละแม่ ซึ่งจะทำให้ความรักของพวกเขาเป็นไปไม่ได้

From Up on Poppy Hill

From Up on Poppy Hill (2011)

ผลงานเรื่องนี้เป็นผลงานแก้ตัวอย่างแท้จริงของผู้กำกับโกโร่ มิยาซากิ ลูกชายคนโตของฮายาโอะที่ไม่ประสบความสำเร็จไปกับ Tales from Earthsea (2006) มาถึงเรื่องนี้ที่มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Kokurikozaka kara เขียนบทโดยฮายาโอะ และเคโกะ นิวะ ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันของ เท็ตสึโระ ซายามะ ออกฉายครั้งแรกวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 2011 และทำรายได้เปิดตัว 3 วันแรกไปถึง 587 ล้านเยน หนังได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์จนไปคว้ารางวัลจากสองเวทีใหญ่ของญี่ปุ่นคือ รางวัล Animation of the Year (2012) จากการประกวด Tokyo Anime Award ครั้งที่ 11 และ Japan Academy Prize ครั้งที่ 35 เพลงธีมของเรื่องคือเพลง Sukiyaki ของ คิว ซาคาโมโตะ ซึ่งมีความหมายว่า “แหงนหน้ามองขึ้นฟ้าแล้วจงเดินหน้าต่อไป”

When Marnie Was There: ฝันของฉันต้องมีเธอ (2014)

When Marnie Was There

When Marnie Was There (2014)

“อันนา” เด็กผู้หญิงวัย 12 ขวบกำลังนั่งวาดภาพอยู่คนเดียวในสวนสาธารณะที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่เธอกลับรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่น อันนามีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงนักด้วยโรคหอบหืดทำให้เธอทำกิจกรรมอะไรหนัก ๆ ไม่ค่อยได้ เธอไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของครอบครัวซาซากิที่เธอมาอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งพวกเขาและเธอก็ดูเย็นชาและห่างเหินกัน ด้วยคำแนะนำของหมอ อันนาถูกส่งตัวไปพักกับครอบครัวโออิวะชั่วคราวที่หมู่บ้านชายทะเลเล็ก ๆ ในจังหวัดฮอกไกโด เพื่อจะทำให้อาการของเธอดีขึ้นจากอากาศบริสุทธิ์ ก่อนจะถึงเธอได้เห็นไซโลประหลาดที่ถูกทิ้งร้างและคฤหาสน์ร้างทรงยุโรปที่ตั้งอยู่ริมน้ำโดยบังเอิญ ต่อมาในคืนที่เธอต้องไปร่วมงานเลี้ยงโดยไม่เต็มใจ เธอหนีออกไปขึ้นเรือและพายออกไปยังทะเลสาบก่อนจะมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ ที่นั่นเองเธอได้พบกับ “มาร์นี่” เด็กผู้หญิงผมสีทองที่เคยปรากฎในความฝันของเธอ ทั้งสองคนสนิทกันอย่างรวดเร็ว แม้อันนาจะไม่รู้ว่า มาร์นี่มีตัวตนจริงหรือไม่ เป็นคนหรือเป็นวิญญาณ?

When Marnie Was There

When Marnie Was There (2014)

When Marnie Was There เป็นวรรณกรรมเยาวชนคลาสสิกที่ถูกแต่งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1967 โดยนักเขียนและนักวาดภาพประกอบ Joan G. Robinson เคยถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งที่ควรได้รับรางวัลอันทรงเกียรติของอังกฤษที่มอบให้กับวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน และเป็น 1 ในหนังสือ 50 เล่มที่ฮายาโอะแนะนำให้อ่าน ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ฮิโรมาเสะ โยเนบายาชิ จากเรื่อง The Borrower Arrietty (2010) เขียนบทโดย เคโกะ นิวะ หนังเลือกใช้เพลงธีม “Fine on the Outside” ของนักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน Priscilla Ahn ที่แต่งเพลงนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2005 และไม่เคยถูกนำไปใส่ไว้ในอัลบั้มไหนเลย จนกระทั่งข่าวการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้รู้ถึงหูเธอที่ชอบสตูดิโอและเคยได้อ่าน When Marnie Was There จึงรีบติดต่อไปยังโปรดิวเซอร์ของหนังเพื่อขอให้ใช้เพลงนี้ของเธอประกอบ

ในเดือนสิงหาคม ปี 2014 หนึ่งเดือนให้หลัง When Marnie Was There ออกฉายในโรงภาพยนตร์ โทชิโอะ ซูซูกิ ผู้บริหารและผู้อำนวยการสร้างของสตูดิโอ Ghibli ประกาศหยุดการสร้างภาพยนตร์ชั่วคราวและจะมีการปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ ซึ่งมีผู้วิเคราะห์กันว่า สาเหตุหลักน่าจะมาจากการประกาศเกษียณอายุจากการทำหนังของฮายาโอะ หลังจากหนังเรื่อง Wind Rises (2014) ที่เป็นการทิ้งทวน และหนังสองเรื่องหลังของสตูดิโออย่าง The Tale of Princess Kaguya (2013) และ When Marnie Was There (2014) ทำรายได้ต่ำกว่าที่คาดหมายเอาไว้มากและเสี่ยงขาดทุนด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมิถุนายน 2019 โกโร่ มิยาซากิ ผู้กำกับจาก From Up on Poppy Hill (2011) ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาและคุณพ่ออยู่ระหว่างพัฒนาหนังจากนิยายที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า How do you live? ผลงนเขียนของ เคนซาบูโร โยชิโน นักเขียนชื่อดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเขาเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1937 และมีแผนจะได้ชมกันอย่างเร็วในปี 2021 นี้

แชร์โพสนี้



The post ครบทุกเรื่องแล้วกับหนัง Ghibli หาดูยาก! ล็อตสุดท้ายบน Netflix appeared first on #beartai.