รีวิว Samsung Galaxy S20 FE 5G ฉบับทำเครื่องตกก่อนรีวิว!

ดีไซน์

มาดูดีไซน์เครื่องชัด ๆ กันหน่อยครับ ฝาหลังของ Samsung Galaxy S20 FE นั้นเป็นฝาหลังเรียบที่มีขอบโค้งรับฝ่ามืออยู่ โดยฝาหลังตัวนี้เป็นวัสดุที่เรียกว่า Reinforced Polycarbonate หรือพลาสติกที่ดีไซน์ให้คล้ายกระจกจนซัมซุงเรียกว่า กลาสติก ซึ่งฝาหลังนี้ให้ Texture แบบพ่นทราย ให้สัมผัสลื่นมือ แล้วก็ให้รูปลักษณ์ฟุ้ง ๆ เหมือนเมฆ ตามชื่อสี Cloud Red ซึ่งนอกจากเครื่องสีแดงที่เรารีวิวนี้ ก็ยังมีอีก 5 สีให้เลือกคือ Cloud Navy, Cloud Lavender, Cloud Mint, Cloud Orange และ Cloud White ครับ

ตัวเลนส์กล้อง 3 ตัวนี้ก็ดีไซน์ให้มีกลิ่นเดียวกับ Galaxy Note 20 Series ที่เป็น 3 วงใหญ่ ๆ เหมือนกัน แต่ขอบเลนส์นี้ไม่ได้นูนออกมามากครับ ปูดกำลังดี โดยรวมแล้ววัสดุและดีไซน์จะคล้าย ๆ Samsung Galaxy Note 20 รุ่นธรรมดาครับ จะไม่พรีเมี่ยมเท่า S20 รุ่นพี่ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเกิดเป็นน้อง ก็ต้องให้เกียรติรุ่นพี่กันบ้างครับ

และถาดซิมของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้สามารถใส่ได้ 2 ซิม ซึ่งในถาดซิมที่ 2 จะเป็นช่องแบบ Hybrid คือเราจะต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือใส่ MicroSD ได้ความจุสูงสุด 1 TB โดยรองรับการใช้ซิม 5G พร้อมกับ 4G ไม่สามารถเปิดใช้ 5G ทั้ง 2 ซิมพร้อมกันได้นะ ซึ่งรองรับ 5G ในไทยตั้งแต่แกะกล่อง เทสต์ความเร็วได้ความเร็วประมาณนี้

พอร์ตการเชื่อมต่อ

เช็คพอร์ตรอบเครื่องกันบ้างครับ ส่วนพอร์ตหลักเป็น USB-C ที่ใช้ชาร์จไฟ ซึ่งสามารถชาร์จได้ 50% ใน 30 นาทีด้วยหัวชาร์จ 25 Watt ที่ต้องซื้อแยกนะครับ ส่วนในกล่องจะให้หัวชาร์จ 15 Watt ก็ชาร์จช้ากว่าหน่อย

ส่วนเรื่องเสียง Samsung Galaxy S20 FE นั้นไม่มีทั้งช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm และไม่มีหูฟังแถมมาให้ในกล่องเช่นกัน แต่สมัยนี้ผู้ใช้หลายคนก็คงชอบซื้อหูฟังใช้เองให้ถูกใจมากกว่า ผมใช้คู่กับ Samsung Galaxy Buds Live ให้ดูแล้วกันครับ ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้หูฟังรุ่นไหนกับสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ ก็สามารถเปิด Dolby Atmos เพื่อปรับแต่งเสียงให้ถูกใจมากขึ้นได้ และลำโพงที่มากับเครื่องยังเป็นลำโพงคู่สเตอริโอที่ให้เสียงดังกังวาลและแน่นใช้ได้เลย

แบตเตอรี

ซึ่งแบตเตอรี่ความจุ 4,500 mAh ของ Galaxy S20 FE เราทดสอบการใช้งานมาเกือบสัปดาห์ก็พบว่าสามารถใช้งานได้จนจบครบวันได้สบาย ๆ แล้วใช้งานไประยะหนึ่ง เครื่องก็จะยิ่งมีแบตอึดขึ้น เพราะระบบเรียนรู้การใช้งานของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้เรายังสามารถชาร์จไร้สายให้มือถือเครื่องนี้ได้สูงสุดด้วยความเร็ว 10 W และสามารถทำ Wireless PowerShare โดยเอาอุปกรณ์อื่นที่ชาร์จไร้สายได้ มาแปะหลังเพื่อชาร์จได้อีกด้วย

หน้าจอ

Samsung Galaxy S20 FE ใช้หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ดีไซน์ Infinity-O คือมีกล้องหน้าเป็นจุดวงกลมอยู่ตรงนี้ ที่สำคัญคือเป็นจอนุ่ม 120 Hz เวลาเลื่อนฟีดดูข้อมูลต่าง ๆ จะรู้สึกทันทีว่าการเคลื่อนไหวทำได้นุ่มนวลดีมากครับ

ซึ่งจอตัวนี้รองรับ HDR ของ Youtube ได้อย่างสวยงามครับ แต่ไม่รองรับ HDR ของ Netflix นะครับ แสดงได้เต็มความละเอียด Full HD อย่างเดียว

แม้ว่าหน้าจอ Super AMOLED ของ Galaxy S20 FE จะเป็นจอที่ดี แต่พูดตรงๆ ว่ายังสู้จอ Dynamic AMOLED 2x ของรุ่นพี่ตระกูล S20 และ Note 20 Ultra ไม่ได้ครับ ที่ยังให้ความสว่างและความสดใสได้ดีกว่านอกจากนี้บนหน้าจอยังมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือซ่อนอยู่ใต้จอแบบ Optical ด้วย ซึ่งทำงานได้รวดเร็วเลย

กล้อง

มาที่เรื่องกล้องหลังกันบ้างครับ ประกอบด้วยกล้อง 3 ตัว ตัวบนสุดคือเลนส์มุมกว้างมาก 0.5 เท่า ความละเอียด 12 MP f/2.2 เลนส์ตัวกลางคือกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล f/1.8 และตัวล่างสุดคือเลนส์ซูม 3 เท่า ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ซึ่งเป็นชุดกล้องสเปกเดียวกับ Galaxy Fold 2 ครับ

คุณภาพภาพถ่ายของ Samsung Galaxy S20 FE ถือว่าทำได้ดีงามตามมาตรฐานสมาร์ตโฟนเรือธงจากซัมซุงครับ ให้ภาพโทนภาพสดใส มีระบบ Scene Optimizer ตรวจจับวัตถุและปรับลักษณะภาพถ่ายให้อัตโนมัติ ทำให้แค่ยกกล้องขึ้นมาถ่ายก็ได้ภาพที่สวยงามได้ในแทบทุกสถานการณ์ ส่วนการถ่ายกลางคืนก็ยังมี Night Mode ช่วยเปิดหน้ากล้องนาน เพื่อรับแสงให้ภาพสว่างขึ้นได้ในทุกเลนส์

เลนส์มุมกว้างให้ภาพได้น่าประทับใจ เพราะให้มุมกว้างถึง 0.5 เท่าเมื่อเทียบกับเลนส์หลัก ซึ่งกว้างกว่าสมาร์ตโฟนทั่วไป ขอบภาพก็มีการยืดออก ทำให้ได้ลักษณะภาพที่แปลกตา แถมซอฟต์แวร์ยังมีการแก้ไขความบิดโค้งของภาพให้อัตโนมัติ ทำให้เส้นสายต่างๆ ในภาพดูตรงอยู่

สุดท้ายคือเลนส์ซูม 3 เท่า ถือว่าเป็นช่วงซูมที่กำลังใช้ประโยชน์ได้ดี ให้ภาพที่คมชัดสวยงาม และสามารถใช้ Space Zoom หรือซูมดิจิตอลได้สูงสุด 30 เท่า ซึ่งภาพที่ได้ก็แตกชัดเจนครับ โดยเฉพาะลักษณะภาพที่ AI วิเคราะห์เส้นสายไม่ได้ แต่ถ้าเอาไปซูมตัวอักษรระยะไกล ถือว่าทำได้ดี อ่านรู้เรื่อง

โหมดที่ได้ใช้บ่อยคือ Single Take ที่ให้ผู้ใช้ถ่ายวิดีโอยาว 10 วินาทีเพื่อให้ระบบนำวิดีโอนั้นมาประมวลผลแยกออกมาเป็นภาพประทับใจในจังหวะต่างๆ พร้อมใส่ฟิลเตอร์ หรือทำออกมาเป็นคลิปสั้น ซึ่งเหมาะมากสำหรับการถ่ายเหตุการณ์ที่กดถ่ายได้ครั้งเดียว แต่อยากได้ทั้งวิดีโอสั้น และรูปภาพ

การถ่าย Portrait สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ในโหมด Live Focus ครับ ซึ่งผลงานที่ได้ก็ออกมาดูดี ตัดขอบบุคคลกับฉากหลังได้ดูนุ่มนวล เนียนตาดี แถมยังสามารถเลือกการเบลอฉากหลังได้หลายแบบ รวมถึงทำให้เป็นภาพขาวดำเฉพาะฉากหลังได้ด้วย

การถ่ายวีดีโอ

ส่วนการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหลังถือว่าทำได้ดีเลยครับ สามารถใช้ความละเอียดสูงสุดได้ที่ 4K 60 fps ที่ให้ภาพได้สวยงามพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ยังทำงานได้ดี เพียงแต่ว่าการถ่ายในระดับ 60 fps ทั้ง 4K และ 1080p จะไม่สามารถเลือกถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ซูมได้เลย ถ้าอยากซูมภาพไปมาระหว่างถ่ายได้ จะเลือกความละเอียดได้สูงสุด 4K 30 fps ครับ ซึ่งจะได้การถ่ายวิดีโอที่นุ่มนวลทั้งการป้องกันภาพสั่นไหวและจังหวะการซูมของเลนส์ทั้ง 3 ตัวครับ แต่ถ้าใครต้องการป้องกันวิดีโอสั่นไหวมาก ๆ ก็ยังมีโหมด Super Steady ที่ครอปวิดีโอเข้าไปอีก เพื่อให้ป้องกันภาพสั่นไหวได้สูงสุด

นอกจากนี้การถ่ายวิดีโอยังมีโหมด AR Doodle เพื่อวาดเส้นลงไปในภาพแล้วถ่ายวิดีโอโดยมีเส้นที่วาดติดตามวัตถุไปเรื่อย ๆ อีกด้วย และยังมีโหมด Pro Video ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ควบคุมการตั้งค่าระหว่างถ่ายวิดีโอได้อย่างใจ โดยเฉพาะการเลือกรับเสียงด้วยไมค์ USB หรือรับเสียงจากหูฟัง Bluetooth ระหว่างถ่ายวิดีโอก็ได้ แต่ในโหมด Pro Video นี้เราจะไม่สามารถใช้เลนส์มุมกว้างมาก และเลนส์ซูม 3 เท่าถ่ายวิดีโอได้นะครับ

กล้องหน้า

มาดูกล้องหน้าหนึ่งเดียวที่เจาะรูอยู่กลางหน้าจอกันบ้างครับ กล้องหน้าตัวนี้มีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล f/2.2 แต่เป็นแบบ Fixed Focus นะ ไม่ใช่กล้อง Auto Focus คุณภาพภาพจากกล้องหน้าของ Samsung Galaxy S20 FE นั้นโอเคในระดับหนึ่งครับ ให้ภาพออกมาดูดี สามารถเบลอฉากหลังได้เนียนตาดี แต่รายละเอียดในภาพยังสู้กล้องหน้าของ Galaxy รุ่นพี่ไม่ได้ และเราแนะนำให้ถ่าย Selfie ด้วยตัวเลือกภาพมุมกว้างที่สุดดีกว่าเพราะจะได้ภาพที่ละเอียดกว่าเลือกให้กล้องครอปมุมภาพเข้ามาซึ่งเป็นตัวเลือกมาตรฐานของกล้องครับ

ส่วนการถ่ายวิดีโอ Selfie ก็ทำได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4K 60 fps ครับ ซึ่งก็ถ่ายออกมาได้สวยงามเลย ให้รายละเอียดในวิดีโอได้ดี แถมสามารถถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วย แต่โหมดนี้จะถ่ายได้ทีความละเอียด 1080p เท่านั้นครับ

ประสิทธิภาพเครื่อง

แล้วความแรงของเครื่องล่ะ เป็นยังไงบ้าง Samsung Galaxy S20 FE นั้นใช้ CPU 2 ตัวครับ รุ่น 5G ความจุ 128 GB ที่เรารีวิวนี้ใช้ Snapdragon 865 ชิปเรือธงแต่ไม่ใช่รุ่นท็อปสุดเพราะไม่ใช่ 865+ ส่วน Galaxy S20 FE 4G นั้นจะใช้ชิป Exynos 990 ของซัมซุงเอง ส่วนแรมจะมีเท่ากันที่ 8 GB เพราะงั้นคะแนนในรีวิวนี้จะเป็นคะแนนจากชิป Snapdragon นะครับ

คะแนนจาก Geekbench 5 นั้นได้คะแนนในส่วน Multicore ไปที่ 3008 คะแนน ก็เป็นคะแนนระดับไม่สูงนักเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนที่ใช้ Snapdragon 865 รุ่นอื่นๆ ส่วน 3Dmark ชุด Slingshot Extreme ก็ได้คะแนนไป 7072 คะแนน อันนี้ถือว่าได้คะแนนพอ ๆ กับรุ่นอื่น ๆ

ซึ่งเราเอาไปเล่นเกมภาพสวยแห่งยุคอย่าง Genshin Impact โดยเปิดคุณภาพภาพสูงสุด พร้อมเปิด 60 fps เต็มที่ ก็ให้ภาพได้สวยงามลื่นไหลดี เพียงแต่ว่าในบางช่วงจะมีอาการเฟรมร่วงบ้าง และเมื่อเล่นไปสักพักเครื่องจะอุ่นขึ้นแบบรู้สึกได้ครับ

ข้อสังเกต

จุดหลักที่เราติดในคือสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ไม่มี Samsung Pay นะครับ ความสามารถที่จะใช้มือถือซัมซุงแทนบัตรเครดิตได้ด้วยการยิงสัญญาณแม่เหล็กไปที่เครื่องอ่าน เพราะงั้นคุณไม่สามารถเอา Galaxy S20 FE ไปแปะเครื่องอ่านบัตรเครดิตได้นะครับ

ราคา

Samsung Galaxy S20 FE รุ่น 4G ความจุ 128 GB เปิดตัวที่ราคา 20,900 บาท ส่วนรุ่น 5G ความจุ 128 GB ที่เรารีวิวในครั้งนี้เปิดตัวด้วยราคา 23,900 บาท และตัวท็อปสุดคือรุ่น 5G ความจุ 256 GB เปิดตัวที่ราคา 25,900 บาท

สรุป

Samsung Galaxy S20 FE ถือเป็นสมาร์ตโฟนสเปกเรือธงที่คุ้มค่าที่สุดตัวหนึ่งจากซัมซุงเลยนะครับ ราคาสองหมื่นนิด ๆ ก็ได้ชิปตัวแรง กันน้ำระดับ IP68 พร้อมกล้อง 3 ตัวที่ดี ถ่ายแล้วสวยเลย ติดอยู่เรื่องเดียว คือเลือกสีไม่ถูกเลย จะสีแดงแบบนี้ หรือสีส้ม, สีกรมท่า, สีลาเวนเดอร์, สีมินต์ หรือสีขาวดี

The post รีวิว Samsung Galaxy S20 FE 5G ฉบับทำเครื่องตกก่อนรีวิว! appeared first on #beartai.