รีวิวให้ครบทั้ง realme X3 SuperZoom, realme Watch และ realme Buds Air Neo

realme X3 Super Zoom

realme X3 SuperZoom มาพร้อม สโลแกน “พลังซูม พลังแรง” จะแรงสมคำร่ำลือขนาดไหน มาดูไปพร้อมกัน

ภาพลักษณ์ภายนอก

เริ่มตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่เราเห็นเลย เรียกได้ว่าดีไซน์ออกมาโค้งมนรับอุ้งมือดี โดยเครื่องนี้มาพร้อมสี Arctic White ที่ได้รับ แรงบรรดาลใจจากหิมะ และน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือ สะท้อนแสงสีออกมาได้อย่างสวยงาม ส่วนอีกสีชื่อ Glacier Blue ที่สะท้อนแสงสีฟ้าเขียวสวยงาม

หน้าจอ

หน้าจอก็ไม่ธรรมดา เพราะมาพร้อมกับ Refresh Rate สูงสุด 120Hz บนความละเอียด Full HD+ มีอัตราส่วนหน้าจอ 90.5% โดยใช้วัสดุเป็น Corning gorilla glass 5

สเปค

สเปคของเครื่อง มาพร้อม CPU Qualcomm Snapdragon 855+ เทคโนโลยีชิปเซ็ตขนาดเล็กเพียง 7nm. ความเร็วสูงสุด 2.96GHz RAM 12 GB และ ROM 256 GB แบบ UFS 3.0 ก็ถือว่าเพียงพอในการใช้งานของยุคปัจจุบัน และมาพร้อมกับระบบระบายความร้อน vapor chamber cooling ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI

กล้อง

เป็นจุดเด่นที่สำคัญของ realme X3 SuperZoom ตัวนี้ก็คือเรื่องของกล้องหลัง ซึ่งกล้องหลังมีอยู่ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกันคือ

  • กล้องหลัก ความละเอียด 64 ล้าน f/1.8 ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung GW1 บนเทคโนโลยี Quad Bayer ที่สามารถรวม 4 พิกเซลที่อยู่ติดกันให้กลายเป็นพิกเซลเดียวกัน เก็บรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น
  • เลนส์ Periscope ความละเอียด 8 ล้าน f/3.4 Optical Zoom 5 เท่า พร้อมระบบกันสั่น และใช้เลนส์ 124 มิลลิเมตรแทนที่เลนส์ 16 มิลลิเมตรแบบเดิม ทำให้การถ่ายภาพแบบซูมระยะไกลดูมีมิติยิ่งกว่าเดิม
  • กล้องเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้าน f/2.3 ถ่ายกว้าง 119 องศา
  • กล้องเลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้าน f/2.4 ถ่ายใกล้สุด 4 เซนติเมตร

นอกจากนี้ยังมีระบบกันสั่น (OIS) ทำให้เวลาเราถ่ายภาพที่ซูมไกลมาก ๆ ก็จะสั่นน้อยลงมาก

กล้องหน้ามีมา 2 ตัวด้วยกัน ซึ่งมาในรูปแบบ Dual In-Display Selfie

  • กล้องหลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ Sony IMX616 Wide-Angle มุมกว้าง 80 องศา
  • ส่วนกล้องรองความละเอียด 8 ล้านพิกเซลแบบ Ultra Wide-Angle มุมกว้าง 105 องศา ทำให้การถ่ายภาพ Selfie แบบหมู่เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน
  • กล้องหน้ารองรับ HDR และ Super Portrait Nightscape Selfie อีกด้วย
  • เราสามารถปรับแต่งหน้าตาของเราได้ง่าย โดยจิ้มไปที่ปุ่มมุมขวาที่เป็นรูปหน้าคน แล้วก็เลือกปรับแต่งหน้าได้ตามใจเราเลย

นอกจากนี้ยังมีโหมดพิเศษเพิ่มเติมอย่าง Starry Mode หรือโหมดสำหรับถ่ายดาว ซึ่งโหมดนี้จะทำให้เราสามารถเก็บภาพดาวออกมาได้สวยงาม โดยจะใช้ AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ภาพ ในช่วงการถ่ายภาพดาวออกมา ทำให้ภาพที่ออกมาสวยงามยิ่งกว่าเดิม และอีกโหมดคือ Nightscape 4.0 ที่จะทำให้การถ่ายภาพตอนกลางคืนออกมาสวยงามยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การถ่ายคลิปยังถือว่ามีระบบกันสั่นที่ค่อนข้างดีเลย

ประสิทธิภาพเครื่อง

จากการทดลองใช้ realme 3X SuperZoom ก็ถือได้ว่าใช้งานได้ลื่นไหลมาก จะเล่น Facebook ดู YouTube กับจอ 120Hz ยังไงก็เนียนตา ส่วนการเล่นเกม ก็เล่นเกมภาพสวย ๆ อย่าง Asphalt 9 ได้อย่างลื่นไหลเลยล่ะ
ทดสอบด้วยแอป Antutu ก็ได้คะแนนไปสูงถึง 460,673 คะแนน พอเล่นเกมไปนาน ๆ ก็ต้องมาดูในเรื่องของแบตเตอรี ซึ่ง realme X3 Super Zoom มาพร้อมแบตเตอรี 4200 mAh ถือว่าใช้งานได้ตลอดทั้งวันครับ นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จไวแบบ Dart Charge 30W ชาร์จเต็ม 100% ในเวลา 55 นาทีเท่านั้นเอง ไวมาก!

realme Watch

realme Watch ที่มาพร้อมสโลแกน “อีกระดับของความสมาร์ต” หน้าจอเป็นแบบสีและเป็นแบบสี่เหลี่ยมขนาด 3.5 เซนติเมตร มีความละเอียดอยู่ที่ 320×320 พิกเซล 323 PPI แบบ Full Screen Touch สัมผัสได้ทั้งจอ และมีค่าการกันน้ำอยู่ที่ IP68

หน้าจอมีการแสดงผลข้อมูลอย่าง การเผาผลาญแคลลอรี อัตราการเต้นของหัวใจซึ่งเป็นการวัดแบบ Real-time และการวัดก้าว แต่ถ้าใครไม่ถูกใจหน้าจอนี้ เราก็เข้าไปเปลี่ยนได้ผ่านแอปฯ realme Link เลย

  • ซึ่งแอป realme Link ตัวนี้นอกจากจะใช้ในการปรับแต่งหน้าจอของ realme Watch แล้ว ยังเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของเราเช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับ เป็นต้น
  • และยังสามารถตั้งค่าต่าง ๆ ของ realme Watch ได้อีกด้วย

นอกจากนี้เรายังวัดระดับออกซิเจนในเลือดได้อีกด้วยนะ โดยระดับออกซิเจนปกติ คือ แรงดันออกซิเจนหรือค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนอยู่ที่ 96-99% มีระบบตรวจจับอัตราการเต้นหัวใจแบบเรียลไทม์ ด้วยหลักการ PPG Optical ตลอด 24 ชั่วโมง และยังมีระบบการแจ้งเตือนอัจฉริยะ ติดตามการนั่งหรือเดินของผู้ใช้งานตลอดเวลา เช่นถ้าเรานั่งทำงานนาน ๆ ก็จะมีการแจ้งให้เราขยับร่างกายซักนิด แถมยังสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนดื่มน้ำทุก ๆ ชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้ร่างกายเราไม่ขาดน้ำได้อีกด้วย

Sport Mode

รองรับกีฬาได้มากถึง 14 ชนิด และนอกจากนี้เรายังสามารถสั่งการใช้งานผ่านตัว realme Watch ได้โดยตรง เช่นการกดถ่ายภาพผ่าน realme Watch หรือการเปิดปิดเพลง ถ่ายภาพโดยที่ไม่ต้องกดมือถือ แค่เปิดคำสั่ง กล้อง บน realme Watch ขึ้นมา แล้วกด “แชะ” แค่นี้เลย แต่มือถือต้องเปิดกล้องถ่ายรูปก่อนถึงจะสั่งได้ และนอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันค้นหาสมาร์ตโฟนได้อีกด้วย กรณีเราเผลอลืมไว้ในห้องแล้วหาไม่เจอ ก็กดค้นหา แค่นี้ก็เจอแล้ว แต่หาได้แค่ในระยะการเชื่อมต่อ Bluetooth เท่านั้น

แบตเตอรี

realme Watch นั้นมีขนาด 160 mAh ใช้งานได้ 7 วันเมื่อเปิดการวัดค่าอัตราการเต้นของหัวใจ และอยู่ได้สูงสุด 20 วันเมื่อเปิด Power Saving Mode

Realme Buds Air Neo

มาถึงตัวหูฟังรุ่นเล็กของ Realme กันบ้าง ตัวนี้ถือว่าเป็นรุ่นน้องของ Realme Buds Air ที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ โดยตั้งราคาไว้ถูกกว่านั้นเอง

จุดเด่น

Realme Buds Air Neo คือขนาดตลับเก็บหูฟังที่เล็กนิดเดียว พกง่ายมาก ซึ่งมีให้เลือก 3 สีคือ สีขาว สีแดง สีเขียว

ดีไซน์

ของหูฟังก็จะเป็นแบบ Earbuds ที่ไม่ได้มีจุกยางแหย่เข้าไปในรูหู พร้อมก้านไมค์แบบนี้ เราจะไม่บอกนะว่าดีไซน์มันคล้ายหูฟังรุ่นไหน ซึ่งข้อดีของดีไซน์นี้คือ ใส่ง่าย ไม่ปวดหู และก้านไมค์ที่ยื่นออกมาก็จะช่วยเก็บเสียงสนทนาได้ดีขึ้น

เมื่อต้องการเชื่อมต่อกับมือถือให้เปิดกล่องหูฟัง (ยังไม่ต้องเอาหูฟังออกมานะ) แล้วกดปุ่มที่กล่องค้างไว้ประมาณ 3 วินาทีครับ ไฟที่กล่องด้านหน้านี้ก็จะกระพริบ ก็จะมีชื่อ Realme Buds Air Neo ปรากฏขึ้นมาให้เชื่อมต่อใน Bluetooth ได้เลย แถมรองรับ Google Fast Pair ด้วย ทำให้บางครั้งบน Android จะมี Notification ปรากฎขึ้นมาให้เชื่อมต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดหน้า Bluetooth ก่อน ถ้าเคยเชื่อมต่อ Realme Buds Air Neo กับมือถืออยู่แล้ว การเชื่อมต่อครั้งต่อไปทำได้เร็วมาก แค่เปิดฝากล่อง ก็เชื่อมกับมือถือแล้ว ทำให้หยิบหูฟังออกมาก็ใช้งานได้ทันที มันเร็วระดับที่ถ้าคุยโทรศัพท์อยู่ แค่หยิบเอา Realme Buds Air Neo มาใส่หูก็พร้อมคุยได้ทันที โดยไม่ต้องรอเวลาเชื่อม Bluetooth อีกอึดใจเหมือนหูฟังทั่วไป

ไฟด้านหน้ากล่องนี้ก็สามารถบอกระดับแบตเตอรี่ของหูฟังได้ด้วย ถ้าไฟติดค้างแปลว่าแบตในกล่องชาร์จเหลือเยอะ แต่ถ้ามันกระพริบแปลว่ากล่องชาร์จเหลือไฟน้อยกว่า 20% แล้วนะ ส่วนการควบคุม ที่ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้างจะรองรับการสั่งงานด้วยระบบสัมผัส

  • แตะ 2 ครั้งที่หูข้างไหนก็ได้เพื่อเล่นเพลง หยุดเพลง หรือรับสายโทรศัพท์
  • แตะ 3 ครั้งที่หูข้างไหนก็ได้ เพื่อเปลี่ยนเพลงต่อไป
  • แตะค้าง 2 วินาทีระหว่างการโทร เพื่อวางสาย
  • และแตะค้างที่ Buds Neo ข้างใดข้างหนึ่งเพื่อใช้งาน Google Assistant
  • แต่ไม่สามารถควบคุมระดับเสียงได้จากตัวหูฟังได้ น่าเสียดายตรงนี้

ความหน่วงของเสียง

เป็นสิ่งที่ Realme Buds Air Neo ทำได้ดี โดยทดสอบจากการเปิด Youtube หรือ Netflix แล้วจับผิดว่าเสียงจะไม่ตรงปากรึเปล่า ก็ไม่รู้สึกว่าเสียงออกผิดจังหวะจากปาก แล้วถ้าแตะที่หูฟัง 2 ข้างค้างไว้ 2 วินาที จะมีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นมา ก็จะเข้าสู่โหมดเกม ที่ทำให้ความหน่วงของเสียงดีขึ้นอีก ใครที่เล่นเกมก็น่าจะไม่มีปัญหาเสียงไม่ตรงกับในเกมนะครับ และถ้าเข้าโหมดเกมแล้ว แตะหูฟัง 2 ข้างค้างอีก 2 วินาที จะได้ยินเสียงดนตรีเพื่อบอกว่ากลับสู่โหมดเพลงปกติแล้ว

ตรงนี้ Realme เคลมว่าหูฟังตัวนี้มาพร้อม ชิปเซ็ต R1 ที่มีเทคโนโลยีการกระจายเสียง 2 ช่องทางแบบเรียลไทม์ ลดการเกิดความหน่วงของเสียงต่ำเพียง 119.2 มิลลิวินาทีเท่านั้น

สเปก

  • Realme Buds Air Neo มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 13 mm ซึ่งใหญ่กว่าของ Realme Buds Air รุ่นแรก พร้อมเทคโนโลยี Dynamic Bass Boost เพื่อเร่งเสียงเบสด้วย
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ด้วย codec – AAC และ SBC ก็ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี ทั้งการเชื่อมต่อกับ Android และ iOS

โทนเสียง

Realme Buds Air Neo นั้นค่อนข้างเป็นเสียงโปร่งๆ กว้างๆ ในช่วงแรกที่ฟังเลยจะรู้สึกเสียงไปทางฟุ้งๆ ด้วยซ้ำ แต่หลังจากฟังไปสักระยะ เมื่อลำโพงเริ่มเข้าที่เข้าทาง เสียงเบสจะเริ่มชัดขึ้นจนสร้างสมดุลย์ให้กับเสียงได้ ก็ทำให้กลายเป็นเสียงที่คนทั่วไปน่าจะชอบได้ไม่ยาก แต่เบสของ Realme Buds Air Neo ก็ไม่ใช่เบสที่ลึกหนักแน่น เพราะลักษณะของหูฟังแบบนี้ที่ทำเบสระดับ in-ear ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็มากพอที่จะทำให้เพลงกลมกล่อมแต่ Realme Buds Air Neo นั้นไม่มีระบบป้องกันเสียงรบกวน เสียงภายนอกนี่เข้าเต็มๆ
ส่วนการสนทนาโทรศัพท์ ก็ถือว่าหูฟังรุ่นนี้ทำได้ดี เพียงแต่ว่าจะต้องพูดดังกว่าการคุยปกติหน่อยครับ เพราะตัวไมค์ก็ยังอยู่ในจุดที่ห่างจากปากของเรามากอยู่ดี และที่ชอบคือจะหยิบหูฟังข้างไหนมาคุยโทรศัพท์ก็ได้ ไม่ต้องใส่ทั้ง 2 ข้างก็คุยได้

แบตเตอรีและการใช้งาน

Realme Buds Air Neo นั้นสามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง และสามารถใช้งานได้สูงสุด 17 ชั่วโมงต่อการชาร์จกล่องชาร์จจนเต็ม 1 ครั้ง ซึ่งการใช้งานต่อการดึงหูฟังออกจากกล่อง 1 ครั้งสูงสุด 3 ชั่วโมง Realme Buds Air Neo ทำงานร่วมกับแอป realme Link เพื่ออัปเดตเฟิร์มแวร์และปรับแต่งการทำงานต่างๆ ได้

จุดสังเกต

อย่างแรกคือหัวชาร์จที่เคสหูฟังยังเป็นแบบ MicroUSB อยู่ น่าจะปรับให้เป็น USB-C ทั้งหมดได้แล้ว
ถ้าเปิดฝา จะตั้งกล่องชาร์จไม่ได้ กล่องจะล้มทันที คือบางทีเรามีมือเดียวในการหยิบหูฟัง มันก็ดันตั้งกล่องไม่ได้

สรุปปิดท้ายราคา

  • realme X3 SuperZoom มาพร้อมกับราคา 19,990 บาท วางจำหน่าย 6 มิถุนายนนี้ โดยเปิด Pre-order แล้ววันนี้ รับฟรี เครื่องทำความชื้นมูลค่า 5,999 บาทและ VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ครัง/ปี หาซื้อได้ที่ Banana, BKK, Kingkong ,CSC, TG Fone, Jaymart, IT City และช่องทาง E-commerce ที่ Lazada และ Shopee
  • และราคาพิเศษเริ่มต้น 10,990 เมื่อซื้อผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย TrueMoveH และ AIS
  • realme Watch มาพร้อมราคา 2,499 บาท
  • realme Buds Air Neo มาพร้อมราคา 1,499 บาท

The post รีวิวให้ครบทั้ง realme X3 SuperZoom, realme Watch และ realme Buds Air Neo appeared first on #beartai.